
เมื่อเว็บ WordPress โดนแฮก หลายคนตั้งคำถามแรกว่า “ค่าแก้เท่าไหร่?” แต่ความจริงคือราคาไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการแฮก ขนาดของเว็บ และว่าคุณจะแก้เองหรือจ้างผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจโครงสร้างค่าใช้จ่ายจริง ๆ พร้อมปัจจัยที่ทำให้ราคาสูงหรือต่ำลง เพื่อให้ตัดสินใจได้ถูกต้อง
nn
ปัจจัยที่กำหนดค่าใช้จ่ายในการแก้เว็บโดนแฮก
n
ก่อนพูดถึงตัวเลข ต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรทำให้ค่าใช้จ่ายแตกต่างกัน:
n
- n
- ความรุนแรงของการแฮก — ถ้ามีแค่ไฟล์ malware ไม่กี่ไฟล์ในโฟลเดอร์ theme ราคาถูกกว่ากรณีที่แฮกเกอร์ฝัง backdoor หรือ web shell ไว้ทั่วทั้งเซิร์ฟเวอร์
- ขนาดและความซับซ้อนของเว็บ — เว็บ e-commerce ที่มีหน้าสินค้าพัน ๆ หน้า หรือ multisite ใช้เวลาทำความสะอาดมากกว่าเว็บ 5 หน้า
- ระยะเวลาที่ถูกแฮก — ยิ่งปล่อยไว้นาน มัลแวร์ยิ่งกระจายตัวลึก ทำให้ค่าแรงสูงขึ้น
- สถานะ backup — ถ้ามี backup สะอาดล่าสุด อาจ restore ได้เลย ค่าใช้จ่ายลดฮวบ
- ความต้องการหลังแก้ไข — บางรายต้องการ hardening, monitoring, หรือใบรับรองความปลอดภัย ซึ่งคิดค่าบริการเพิ่ม
n
n
n
n
n
nn

nn
ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ แต่ละกรณี
n
ด้านล่างคือกรอบราคาที่พบบ่อยในตลาดไทยและต่างประเทศ (อัปเดต 2025–2026):
n
- n
- กรณีเบา — malware ไม่กี่ไฟล์, ไม่มี backdoor: ประมาณ 1,500–3,500 บาท หากจ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือใช้ plugin อัตโนมัติ (Wordfence, MalCare) ประมาณ 500–1,500 บาท/ปี
- กรณีกลาง — redirect ไปเว็บพนัน/สแปม, SEO spam, backdoor 1–2 จุด: ประมาณ 3,500–8,000 บาท รวมล้างไฟล์, ล้าง database, ปิด backdoor
- กรณีหนัก — server-level compromise, malware กระจายหลาย account, defacement: ประมาณ 8,000–20,000 บาทขึ้นไป บางกรณีอาจต้องย้าย hosting หรือสร้างเว็บใหม่บางส่วน
- ค่า hardening และป้องกันซ้ำ: มักคิดแยก 1,000–3,000 บาท หรือรวมในแพ็กเกจ
n
n
n
n
n
หากคุณยังไม่แน่ใจว่าเว็บติด malware แล้วหรือยัง ลองอ่าน อาการ WordPress ติดมัลแวร์ และวิธีตรวจสอบด้วยตัวเอง ก่อนตัดสินใจ
nn
nn
ค่าใช้จ่ายแฝงที่หลายคนมองข้าม
n
นอกจากค่าจ้างล้างไวรัสโดยตรง ยังมีต้นทุนอื่นที่ควรนับรวมด้วย:
n
- n
- รายได้ที่เสียไประหว่างเว็บดาวน์ — สำหรับเว็บ e-commerce ทุกชั่วโมงที่ดาวน์คือยอดขายที่หายไป
- ค่า SEO ฟื้นฟู — ถ้า Google blacklist เว็บ อาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่า ranking จะกลับมา บางรายจ้าง SEO เพิ่มอีก 5,000–15,000 บาท
- ความเสียหายต่อความน่าเชื่อถือ — ถ้าลูกค้าเห็นคำเตือน “Site may be hacked” บน Google ผลกระทบระยะยาวประเมินค่าไม่ได้
- ค่า hosting ใหม่ — บาง hosting ระงับบัญชีทันทีเมื่อพบ malware และอาจต้องย้ายโฮสต์ ดูรายละเอียดที่ Hosting แจ้งพบ Malware บน WordPress ต้องทำอย่างไร
n
n
n
n
nn

nn
แก้เองได้ไหม? เปรียบเทียบค่าใช้จ่าย DIY vs จ้างผู้เชี่ยวชาญ
n
ถ้าคุณมีความรู้ด้าน WordPress และ FTP พอสมควร อาจลองแก้เองก่อนก็ได้ แต่ต้องรู้ข้อจำกัด:
n
- n
- DIY ด้วย plugin: ค่า plugin premium ประมาณ 500–2,000 บาท/ปี เหมาะกับกรณีเบา แต่มักพลาด backdoor ที่ซ่อนอยู่
- DIY ด้วยมือ: ฟรี แต่ต้องใช้เวลา 3–10 ชั่วโมงขึ้นไป และถ้าล้างไม่หมดจะ ติดซ้ำภายในไม่กี่วัน
- จ้างผู้เชี่ยวชาญ: ราคาสูงกว่า แต่มีการรับประกัน ล้างครบทุก backdoor และมักรวม hardening ไว้ด้วย
n
n
n
n
อ่านการเปรียบเทียบเชิงลึกได้ที่ เปรียบเทียบล้างไวรัส WordPress เอง vs จ้างผู้เชี่ยวชาญ
nn
วิธีลดค่าใช้จ่าย และป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ
n
การลงทุนป้องกันล่วงหน้าถูกกว่าค่าแก้ไขเสมอ สิ่งที่ควรทำ:
n
- n
- ตั้ง backup อัตโนมัติรายวัน เก็บไว้นอก hosting อย่างน้อย 14 วัน
- อัปเดต WordPress core, theme, plugin ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเสมอ
- ใช้ security plugin ที่มี firewall และ malware scanner (Wordfence, Solid Security)
- เปลี่ยนรหัสผ่านทุก account และใช้ 2FA
- ลบ plugin/theme ที่ไม่ใช้งานออก เพราะเป็นช่องโหว่ที่มองข้ามง่าย
n
n
n
n
n
n
หากต้องการให้ผู้เชี่ยวชาญจัดการตั้งแต่ต้นจนจบ ดูรายละเอียดบริการได้ที่ ล้างไวรัส WordPress พร้อมรับประกันผล
คำถามที่พบบ่อย
ค่าแก้เว็บ WordPress โดนแฮกเฉลี่ยเท่าไหร่?
ขึ้นอยู่กับความรุนแรง กรณีเบาเริ่มต้นประมาณ 1,500–3,500 บาท กรณีกลาง 3,500–8,000 บาท และกรณีหนักหรือมี backdoor ทั่วเซิร์ฟเวอร์อาจสูงถึง 20,000 บาทขึ้นไป
ถ้ามี backup สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ไหม?
ได้มาก ถ้ามี backup สะอาดที่บันทึกก่อนโดนแฮก สามารถ restore ได้เลยและประหยัดค่าแรงล้างไฟล์ได้มาก แต่ยังต้องตรวจสอบและ harden ระบบหลัง restore ด้วย
ราคาจ้างผู้เชี่ยวชาญล้างไวรัส WordPress รวมอะไรบ้าง?
โดยทั่วไปรวมการล้างไฟล์มัลแวร์, ล้าง database, ปิด backdoor, และการ hardening เบื้องต้น บางเจ้ารวมการติดตามผล 30 วันด้วย ควรถามรายละเอียดก่อนจ้างทุกครั้ง
ถ้าไม่แก้ทิ้งไว้จะเป็นอย่างไร?
ยิ่งปล่อยนาน malware ยิ่งกระจายลึก เสี่ยงถูก Google blacklist, hosting ระงับบัญชี และค่าใช้จ่ายในการแก้ไขจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึงอาจสูญเสีย ranking SEO ที่สร้างมานาน
